วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558
สรุปความรู้การนำเสนอในแต่ละกลุ่ม
การพัฒนาครูทั้งระบบ
ปริมาณครูไม่ได้จบตามความสอดคล้องทางการศึกษาที่แ ท้จริง ซึ่ง 10 ปีข้างหน้าครูเกษียณ 180,000 คน จะมีการพัฒนาครูแห่งศตวรรษที่ 21
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1. สถาบันอุดมศึกษา
2.สภาคณบดีครู
3.สำนักเลขาธิการคุรุสภา
4.สำนักคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร
5.สถาบันพัฒนาครู
6.สำนักคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน
7.สถาบันส่งเสริมสถาบันวิทยาศาสตร์
8.สำนักคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
9.สำนักวิชาการภาคเอกชนและสำนักพิมพ์ต่างๆ
ปฏิรูปครูทั้งระบบ
1.หน่วยงานที่รับผิดชอบ
-ดึงดูดคนเก่ง คนดี เข้าสู่สถาบันการผลิตครู
-ควบคุมคุณภาพหลักสูตร
-การพัฒนาเกณฑ์การเรียนจบการศึกษา
2.การเตรียมความพร้อมในการเตรียมสอบเข้า
3. หน่วยงานที่รับผิดชอบ พัฒนาคววามรู้สมรรถนะครูอย่างต่อเนื่อง
4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ พัฒนาระบบพัฒนาครู
5. หน่วยงานที่รับผิดชอบ การรักษาครูดีเด่น ให้อยู่ในสายวิชาชีพครู
สภานักศึกษาเจาะลึกงานวิจัยดีเด่น
ชี้ชัด ทิศทางสำคัญของการศึกษา เพื่ออนาคตของประเทศไทยมีการวัดงานวิจัย ประเภทการปฎิรูปการเรียนการสอน มีการนำนวัตกรรมเข้ามาสู่การเรียนการสอน และนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาในการจัดการเรียนการสอน และสามารถนำไปใช้ในการผลิตครู
วิจัยที่ได้รับรางวัล* วิจัยความพร้อมในการพัฒนาบัณฑิต การพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปตาม ครูในศตวรรษที่ 21
บทเรียนสำหรับการปฎิรูปการศึกษาในสมัย รัชกาลที่ 9
ในการปฎิรูปการศึกษาครั้งแรกเกินขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 5 ในการปฎิรูปการศึกษาก็เพื่อจัดการระบบในการศึกษา การจัดการระบบในโรงเรียน มาจัดให้เข้ากับนักเรียนไทยโดยนำระบบการาศึกษาจากนอกประเทศมาใช้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาในไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งประเพณีและขนมธรรมเนียม ปัจจัยที่รัชกาลที่ 5 ทำการปฎิรูปการศึกษามีดังนี้
1.การขาดภาวการณ์เป็นผู้นำ ของผู้บริหาร
2.การให้ความสำคัญของการศึกษา
3. การขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา
ปัจจัยที่ที่รัชกาลที่ 9 ปฏิรูปการศึกษา เพื่อนำการศึกษาไทยให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิมเพราะเนื่องจากการศึกษาไทยตกต่ำ
ซึ่งการปฏิรูปของรัชกาลที่ 9 ยังสอดคล้องกับสังคมทางเศรษฐกิจ,ระบบราชการ,และการให้ความสำคัญของนักเรียนและมีการดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง
PISA คือ ประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA)เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความรวมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีจุดประสงค์เพื่อสํารวจวาระบบการศึกษาของประเทศไดเตรียม เยาวชนของชาติให้พร้อมสําหรับการใช้ชีวิตและการมีสวนรวมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียน
สื่อสารอย่างไรให้ปลอดภัย
ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ระบบเครือข่าย Network มีมากยิ่งขึ้น บุคลากรเป็นส่วนสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้เรียนด้วยเช่นกัน ส่วนผู้เรียนซึ่งเป็นผู้รับข่าวสารนั้นต้องไตร่ตรองและคิดวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารนั้นๆ และในปัจจุบันสังคมเน็ตเวิคมีการพัฒนามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Facebook,Line,IG เป็นต้น ข่าวสารที่ผู้เรียนหรือผู้ใช้ได้รับนั้นอาจจะมีข้อมูลเท็จจริงอยู่ ผู้เรียนและผู้ใช้ต้องไตร่ตรองให้ดีอย่างถี่ถ้วน
ความก้าวหน้าของการประเมินผลด้านการศึกษานานาชาติ
เป็นรายงานความก้าวหน้าโครงการศึกษาระดับนานาชาติ
1.โครงการการศึกษาระดับนานาชาติว่าด้วยความรู้คอมพิวเตอร์ การใช้ข้อมูลและคอมพิวเตอร์ ข่าวสารเพื่อศึกษาและสร้างองค์ความรู้
2.การศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวอทยาศาสตร์ขั้นสูง มุงประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
3.โครงการศึกษาด้านหน้าที่และความเป็นพลเมืองระดับนานาชาติ เป็นก่ารศึกษาวิธีการที่ประเทศต่างๆเตรียมเยาวชนของตนให้รู้บทบาทเป็นพลเมือง จนถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคศตวรรษที่21
4.โครงการด้านการศึกษาประถมวัย
5.โครงการความก้าวการศึกษาด้านทักษะการอ่านระดับนานาชาติ
คำถามง่ายๆก่อนตัดสินใจซื้อแท็บเลต
ดูเหมือนว่าแท็บเล็ตจะมีภาษีที่ดีกว่า เนื่องจากมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป พกพาสะดวก และยังมีความสามารถใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คกว่าแต่ก่อนมาก แต่แท็บเล็ตก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง ส่วนทางด้านโน๊ตบุ๊ค แม้ว่าจะมีความสามารถการใช้งานที่ครบครัน แต่ก็มีขนาดใหญ่ พกพาไม่สะดวกเท่าแท็บเล็ต แต่ก็มีสเปคเครื่องให้เลือกมากมาย ราคาก็แตกต่างกันออกไป
1. โน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ต มีประสิทธิภาพ แตกต่างกันอย่างไร
มาเริ่มกันที่โน๊ตบุ๊ค เมื่อพูดถึงด้านประสิทธิภาพแล้ว เรียกได้ว่ามีให้เลือกตั้งแต่ระดับการใช้งานขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการใช้งานในระดับสูง ซึ่งแต่ละระดับก็มีราคาที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ และความต้องการในการใช้งานของแต่ละท่าน ในปัจจุบันนี้แม้โน๊ตบุ๊คได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดที่บาง เบา และตอบโจทย์การใช้งานได้ค่อนข้างครบครันแล้ว แต่เมื่อผู้ใช้ต้องพกติดตัวไปในสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลา ความเบาบาง ก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในบางครั้งได้ เช่น จะหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาตอบอีเมลเจ้านายบนรถไฟฟ้า ก็คงจะเป็นเรื่องยาก หรือแม้แต่จะแก้งานให้เจ้านายกลางห้างสรรพสินค้าก็คงจะต้องหาที่นั่ง และโต๊ะสำหรับวางโน๊ตบุ๊ค นี่จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจในตัวแท็บเล็ต ที่มีขนาดเล็กกว่า บางเบากว่า และสามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวกสบาย แถมยังรองรับการใส่ซิมการ์ดเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย
2. น้ำหนักเบา และพกพาสะดวก
สำหรับในเรื่องของน้ำหนักของตัวเครื่อง และการพกพา ทางโน๊ตบุ๊คคงต้องยอมให้แท็บเล็ตเป็นฝ่ายมีชัยตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง เพราะแท็บเล็ตส่วนใหญ่มีน้ำหนักของตัวเครื่องไม่เกิน 1 กิโลกรัม จึงทำให้พกพาปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวกสบาย
3. ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำ
โดยโน๊ตบุ๊คมีฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำที่สามารถรองรับการเก็บไฟล์เอกสาร หรือข้อมูลต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก
4. แบตเตอรี่
แน่นอนว่าแบตเตอรี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะบางครั้งการใช้งานนอกสถานที่อาจจะไม่มีปลั๊คไฟให้เชื่อมต่อเพื่อทำการชาร์จแบตเตอรี่กับอุปกรณ์ของเรา ซึ่งโน๊ตบุ๊คส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง เท่านั้น แต่แท็บเล็ตสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 6-12 ชั่วโมง เลยทีเดียว ซึ่งชัดเจนเลยว่าแท็บเล็ตชนะขาดลอยในเรื่องของแบตเตอรี่
ปริมาณครูไม่ได้จบตามความสอดคล้องทางการศึกษาที่แ ท้จริง ซึ่ง 10 ปีข้างหน้าครูเกษียณ 180,000 คน จะมีการพัฒนาครูแห่งศตวรรษที่ 21
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1. สถาบันอุดมศึกษา
2.สภาคณบดีครู
3.สำนักเลขาธิการคุรุสภา
4.สำนักคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร
5.สถาบันพัฒนาครู
6.สำนักคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน
7.สถาบันส่งเสริมสถาบันวิทยาศาสตร์
8.สำนักคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
9.สำนักวิชาการภาคเอกชนและสำนักพิมพ์ต่างๆ
ปฏิรูปครูทั้งระบบ
1.หน่วยงานที่รับผิดชอบ
-ดึงดูดคนเก่ง คนดี เข้าสู่สถาบันการผลิตครู
-ควบคุมคุณภาพหลักสูตร
-การพัฒนาเกณฑ์การเรียนจบการศึกษา
2.การเตรียมความพร้อมในการเตรียมสอบเข้า
3. หน่วยงานที่รับผิดชอบ พัฒนาคววามรู้สมรรถนะครูอย่างต่อเนื่อง
4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ พัฒนาระบบพัฒนาครู
5. หน่วยงานที่รับผิดชอบ การรักษาครูดีเด่น ให้อยู่ในสายวิชาชีพครู
สภานักศึกษาเจาะลึกงานวิจัยดีเด่น
ชี้ชัด ทิศทางสำคัญของการศึกษา เพื่ออนาคตของประเทศไทยมีการวัดงานวิจัย ประเภทการปฎิรูปการเรียนการสอน มีการนำนวัตกรรมเข้ามาสู่การเรียนการสอน และนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาในการจัดการเรียนการสอน และสามารถนำไปใช้ในการผลิตครู
วิจัยที่ได้รับรางวัล* วิจัยความพร้อมในการพัฒนาบัณฑิต การพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปตาม ครูในศตวรรษที่ 21
บทเรียนสำหรับการปฎิรูปการศึกษาในสมัย รัชกาลที่ 9
ในการปฎิรูปการศึกษาครั้งแรกเกินขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 5 ในการปฎิรูปการศึกษาก็เพื่อจัดการระบบในการศึกษา การจัดการระบบในโรงเรียน มาจัดให้เข้ากับนักเรียนไทยโดยนำระบบการาศึกษาจากนอกประเทศมาใช้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาในไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งประเพณีและขนมธรรมเนียม ปัจจัยที่รัชกาลที่ 5 ทำการปฎิรูปการศึกษามีดังนี้
1.การขาดภาวการณ์เป็นผู้นำ ของผู้บริหาร
2.การให้ความสำคัญของการศึกษา
3. การขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา
ปัจจัยที่ที่รัชกาลที่ 9 ปฏิรูปการศึกษา เพื่อนำการศึกษาไทยให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิมเพราะเนื่องจากการศึกษาไทยตกต่ำ
ซึ่งการปฏิรูปของรัชกาลที่ 9 ยังสอดคล้องกับสังคมทางเศรษฐกิจ,ระบบราชการ,และการให้ความสำคัญของนักเรียนและมีการดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง
PISA คือ ประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA)เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความรวมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีจุดประสงค์เพื่อสํารวจวาระบบการศึกษาของประเทศไดเตรียม เยาวชนของชาติให้พร้อมสําหรับการใช้ชีวิตและการมีสวนรวมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียน
สื่อสารอย่างไรให้ปลอดภัย
ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ระบบเครือข่าย Network มีมากยิ่งขึ้น บุคลากรเป็นส่วนสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้เรียนด้วยเช่นกัน ส่วนผู้เรียนซึ่งเป็นผู้รับข่าวสารนั้นต้องไตร่ตรองและคิดวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารนั้นๆ และในปัจจุบันสังคมเน็ตเวิคมีการพัฒนามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Facebook,Line,IG เป็นต้น ข่าวสารที่ผู้เรียนหรือผู้ใช้ได้รับนั้นอาจจะมีข้อมูลเท็จจริงอยู่ ผู้เรียนและผู้ใช้ต้องไตร่ตรองให้ดีอย่างถี่ถ้วน
ความก้าวหน้าของการประเมินผลด้านการศึกษานานาชาติ
เป็นรายงานความก้าวหน้าโครงการศึกษาระดับนานาชาติ
1.โครงการการศึกษาระดับนานาชาติว่าด้วยความรู้คอมพิวเตอร์ การใช้ข้อมูลและคอมพิวเตอร์ ข่าวสารเพื่อศึกษาและสร้างองค์ความรู้
2.การศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวอทยาศาสตร์ขั้นสูง มุงประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
3.โครงการศึกษาด้านหน้าที่และความเป็นพลเมืองระดับนานาชาติ เป็นก่ารศึกษาวิธีการที่ประเทศต่างๆเตรียมเยาวชนของตนให้รู้บทบาทเป็นพลเมือง จนถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคศตวรรษที่21
4.โครงการด้านการศึกษาประถมวัย
5.โครงการความก้าวการศึกษาด้านทักษะการอ่านระดับนานาชาติ
คำถามง่ายๆก่อนตัดสินใจซื้อแท็บเลต
ดูเหมือนว่าแท็บเล็ตจะมีภาษีที่ดีกว่า เนื่องจากมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป พกพาสะดวก และยังมีความสามารถใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คกว่าแต่ก่อนมาก แต่แท็บเล็ตก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง ส่วนทางด้านโน๊ตบุ๊ค แม้ว่าจะมีความสามารถการใช้งานที่ครบครัน แต่ก็มีขนาดใหญ่ พกพาไม่สะดวกเท่าแท็บเล็ต แต่ก็มีสเปคเครื่องให้เลือกมากมาย ราคาก็แตกต่างกันออกไป
1. โน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ต มีประสิทธิภาพ แตกต่างกันอย่างไร
มาเริ่มกันที่โน๊ตบุ๊ค เมื่อพูดถึงด้านประสิทธิภาพแล้ว เรียกได้ว่ามีให้เลือกตั้งแต่ระดับการใช้งานขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการใช้งานในระดับสูง ซึ่งแต่ละระดับก็มีราคาที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ และความต้องการในการใช้งานของแต่ละท่าน ในปัจจุบันนี้แม้โน๊ตบุ๊คได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดที่บาง เบา และตอบโจทย์การใช้งานได้ค่อนข้างครบครันแล้ว แต่เมื่อผู้ใช้ต้องพกติดตัวไปในสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลา ความเบาบาง ก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในบางครั้งได้ เช่น จะหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาตอบอีเมลเจ้านายบนรถไฟฟ้า ก็คงจะเป็นเรื่องยาก หรือแม้แต่จะแก้งานให้เจ้านายกลางห้างสรรพสินค้าก็คงจะต้องหาที่นั่ง และโต๊ะสำหรับวางโน๊ตบุ๊ค นี่จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจในตัวแท็บเล็ต ที่มีขนาดเล็กกว่า บางเบากว่า และสามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวกสบาย แถมยังรองรับการใส่ซิมการ์ดเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย
2. น้ำหนักเบา และพกพาสะดวก
สำหรับในเรื่องของน้ำหนักของตัวเครื่อง และการพกพา ทางโน๊ตบุ๊คคงต้องยอมให้แท็บเล็ตเป็นฝ่ายมีชัยตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง เพราะแท็บเล็ตส่วนใหญ่มีน้ำหนักของตัวเครื่องไม่เกิน 1 กิโลกรัม จึงทำให้พกพาปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวกสบาย
3. ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำ
โดยโน๊ตบุ๊คมีฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำที่สามารถรองรับการเก็บไฟล์เอกสาร หรือข้อมูลต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก
4. แบตเตอรี่
แน่นอนว่าแบตเตอรี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะบางครั้งการใช้งานนอกสถานที่อาจจะไม่มีปลั๊คไฟให้เชื่อมต่อเพื่อทำการชาร์จแบตเตอรี่กับอุปกรณ์ของเรา ซึ่งโน๊ตบุ๊คส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง เท่านั้น แต่แท็บเล็ตสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 6-12 ชั่วโมง เลยทีเดียว ซึ่งชัดเจนเลยว่าแท็บเล็ตชนะขาดลอยในเรื่องของแบตเตอรี่
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558
Knowledge Management
ความรู้ คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา ที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่น จนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา
การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อน ในการนำความรู้ที่มีอยู่มาสร้าง ขยายผล แบ่งปัน จัดเก็บและใช้ให้เกิดประโยชน์อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ไม่มีสูตรตายตัว
โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge)
เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
ความรู้เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง
การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อน ในการนำความรู้ที่มีอยู่มาสร้าง ขยายผล แบ่งปัน จัดเก็บและใช้ให้เกิดประโยชน์อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ไม่มีสูตรตายตัว
โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge)
เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
ความรู้เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง
อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201403/24/60947cd27.jpg
- ภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมา เปรียบเสมือนความรู้ที่มองเห็น Explicit knowledge เป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้
- ภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ เปรียบเสมือนความรู้ที่มองไม่เห็น Tacit knowledge เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ ความรู้ที่เป็นการกระทำ เช่น คนที่มีความรู้แต่ไม่สามารถอธิบายให้เพื่อนฟังได้
ความเป็นมาของการจัดการความรู้
รูปแบบการจัดการความรู้ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ คือ SECI Model เป็นของ Ikujiro Nonaka เป็นผู้ที่บุกเบิกให้การจัดการความรู้
อ้างอิง : http://my.berkeley.edu/custom/graphic/2006305991.custom.png
ระดับของความรู้
- ความรู้เชิงทฤษฏี (Know-What) รู้อะไร เป็นอะไร
- ความรู้เชิงทฤษฏีและเชิงบริบท (Know-How) รู้แล้วทำอย่างไร
- ความรู้ในระดับที่อธิบายเหตุผล (Know-Why)รู้แล้วทำไปเพื่ออะไร
- ความรู้ในระดับคุณค่า ความเชื่อ (Care-Why) รู้แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


