วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สรุปความรู้การนำเสนอในแต่ละกลุ่ม

การพัฒนาครูทั้งระบบ
 ปริมาณครูไม่ได้จบตามความสอดคล้องทางการศึกษาที่แ ท้จริง  ซึ่ง  10  ปีข้างหน้าครูเกษียณ 180,000 คน  จะมีการพัฒนาครูแห่งศตวรรษที่  21
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1. สถาบันอุดมศึกษา
2.สภาคณบดีครู
3.สำนักเลขาธิการคุรุสภา
4.สำนักคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร
5.สถาบันพัฒนาครู
6.สำนักคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน
7.สถาบันส่งเสริมสถาบันวิทยาศาสตร์
8.สำนักคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
9.สำนักวิชาการภาคเอกชนและสำนักพิมพ์ต่างๆ
ปฏิรูปครูทั้งระบบ
1.หน่วยงานที่รับผิดชอบ
-ดึงดูดคนเก่ง  คนดี  เข้าสู่สถาบันการผลิตครู
-ควบคุมคุณภาพหลักสูตร
-การพัฒนาเกณฑ์การเรียนจบการศึกษา
2.การเตรียมความพร้อมในการเตรียมสอบเข้า
3. หน่วยงานที่รับผิดชอบ  พัฒนาคววามรู้สมรรถนะครูอย่างต่อเนื่อง
4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ  พัฒนาระบบพัฒนาครู
5. หน่วยงานที่รับผิดชอบ  การรักษาครูดีเด่น  ให้อยู่ในสายวิชาชีพครู

สภานักศึกษาเจาะลึกงานวิจัยดีเด่น
                ชี้ชัด ทิศทางสำคัญของการศึกษา เพื่ออนาคตของประเทศไทยมีการวัดงานวิจัย ประเภทการปฎิรูปการเรียนการสอน มีการนำนวัตกรรมเข้ามาสู่การเรียนการสอน และนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาในการจัดการเรียนการสอน และสามารถนำไปใช้ในการผลิตครู
วิจัยที่ได้รับรางวัล* วิจัยความพร้อมในการพัฒนาบัณฑิต การพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปตาม ครูในศตวรรษที่ 21

บทเรียนสำหรับการปฎิรูปการศึกษาในสมัย รัชกาลที่ 9
ในการปฎิรูปการศึกษาครั้งแรกเกินขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 5 ในการปฎิรูปการศึกษาก็เพื่อจัดการระบบในการศึกษา การจัดการระบบในโรงเรียน มาจัดให้เข้ากับนักเรียนไทยโดยนำระบบการาศึกษาจากนอกประเทศมาใช้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาในไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งประเพณีและขนมธรรมเนียม ปัจจัยที่รัชกาลที่ 5 ทำการปฎิรูปการศึกษามีดังนี้
1.การขาดภาวการณ์เป็นผู้นำ ของผู้บริหาร
2.การให้ความสำคัญของการศึกษา
3. การขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา
ปัจจัยที่ที่รัชกาลที่ 9 ปฏิรูปการศึกษา เพื่อนำการศึกษาไทยให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิมเพราะเนื่องจากการศึกษาไทยตกต่ำ
ซึ่งการปฏิรูปของรัชกาลที่ 9 ยังสอดคล้องกับสังคมทางเศรษฐกิจ,ระบบราชการ,และการให้ความสำคัญของนักเรียนและมีการดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง

PISA  คือ ประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA)เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความรวมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีจุดประสงค์เพื่อสํารวจวาระบบการศึกษาของประเทศไดเตรียม เยาวชนของชาติให้พร้อมสําหรับการใช้ชีวิตและการมีสวนรวมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียน

สื่อสารอย่างไรให้ปลอดภัย
ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ระบบเครือข่าย Network มีมากยิ่งขึ้น บุคลากรเป็นส่วนสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้เรียนด้วยเช่นกัน ส่วนผู้เรียนซึ่งเป็นผู้รับข่าวสารนั้นต้องไตร่ตรองและคิดวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารนั้นๆ และในปัจจุบันสังคมเน็ตเวิคมีการพัฒนามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Facebook,Line,IG เป็นต้น ข่าวสารที่ผู้เรียนหรือผู้ใช้ได้รับนั้นอาจจะมีข้อมูลเท็จจริงอยู่ ผู้เรียนและผู้ใช้ต้องไตร่ตรองให้ดีอย่างถี่ถ้วน

ความก้าวหน้าของการประเมินผลด้านการศึกษานานาชาติ
เป็นรายงานความก้าวหน้าโครงการศึกษาระดับนานาชาติ
1.โครงการการศึกษาระดับนานาชาติว่าด้วยความรู้คอมพิวเตอร์  การใช้ข้อมูลและคอมพิวเตอร์  ข่าวสารเพื่อศึกษาและสร้างองค์ความรู้
2.การศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวอทยาศาสตร์ขั้นสูง  มุงประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
3.โครงการศึกษาด้านหน้าที่และความเป็นพลเมืองระดับนานาชาติ   เป็นก่ารศึกษาวิธีการที่ประเทศต่างๆเตรียมเยาวชนของตนให้รู้บทบาทเป็นพลเมือง  จนถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคศตวรรษที่21
4.โครงการด้านการศึกษาประถมวัย
5.โครงการความก้าวการศึกษาด้านทักษะการอ่านระดับนานาชาติ


คำถามง่ายๆก่อนตัดสินใจซื้อแท็บเลต
ดูเหมือนว่าแท็บเล็ตจะมีภาษีที่ดีกว่า เนื่องจากมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป พกพาสะดวก และยังมีความสามารถใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คกว่าแต่ก่อนมาก แต่แท็บเล็ตก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง ส่วนทางด้านโน๊ตบุ๊ค แม้ว่าจะมีความสามารถการใช้งานที่ครบครัน แต่ก็มีขนาดใหญ่ พกพาไม่สะดวกเท่าแท็บเล็ต แต่ก็มีสเปคเครื่องให้เลือกมากมาย ราคาก็แตกต่างกันออกไป

1. โน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ต มีประสิทธิภาพ แตกต่างกันอย่างไร
มาเริ่มกันที่โน๊ตบุ๊ค เมื่อพูดถึงด้านประสิทธิภาพแล้ว เรียกได้ว่ามีให้เลือกตั้งแต่ระดับการใช้งานขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการใช้งานในระดับสูง ซึ่งแต่ละระดับก็มีราคาที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ และความต้องการในการใช้งานของแต่ละท่าน ในปัจจุบันนี้แม้โน๊ตบุ๊คได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดที่บาง เบา และตอบโจทย์การใช้งานได้ค่อนข้างครบครันแล้ว แต่เมื่อผู้ใช้ต้องพกติดตัวไปในสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลา ความเบาบาง ก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในบางครั้งได้ เช่น จะหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาตอบอีเมลเจ้านายบนรถไฟฟ้า ก็คงจะเป็นเรื่องยาก หรือแม้แต่จะแก้งานให้เจ้านายกลางห้างสรรพสินค้าก็คงจะต้องหาที่นั่ง และโต๊ะสำหรับวางโน๊ตบุ๊ค นี่จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจในตัวแท็บเล็ต ที่มีขนาดเล็กกว่า บางเบากว่า และสามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวกสบาย แถมยังรองรับการใส่ซิมการ์ดเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย

2. น้ำหนักเบา และพกพาสะดวก
สำหรับในเรื่องของน้ำหนักของตัวเครื่อง และการพกพา ทางโน๊ตบุ๊คคงต้องยอมให้แท็บเล็ตเป็นฝ่ายมีชัยตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง เพราะแท็บเล็ตส่วนใหญ่มีน้ำหนักของตัวเครื่องไม่เกิน 1 กิโลกรัม จึงทำให้พกพาปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวกสบาย

3. ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำ
โดยโน๊ตบุ๊คมีฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำที่สามารถรองรับการเก็บไฟล์เอกสาร หรือข้อมูลต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก  
4. แบตเตอรี่
แน่นอนว่าแบตเตอรี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะบางครั้งการใช้งานนอกสถานที่อาจจะไม่มีปลั๊คไฟให้เชื่อมต่อเพื่อทำการชาร์จแบตเตอรี่กับอุปกรณ์ของเรา ซึ่งโน๊ตบุ๊คส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง เท่านั้น แต่แท็บเล็ตสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 6-12 ชั่วโมง เลยทีเดียว ซึ่งชัดเจนเลยว่าแท็บเล็ตชนะขาดลอยในเรื่องของแบตเตอรี่

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Knowledge Management

ความรู้  คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา ที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่น จนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อน ในการนำความรู้ที่มีอยู่มาสร้าง ขยายผล  แบ่งปัน จัดเก็บและใช้ให้เกิดประโยชน์อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ  ไม่มีสูตรตายตัว

โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge)
เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

ความรู้เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง



อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201403/24/60947cd27.jpg

  • ภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมา เปรียบเสมือนความรู้ที่มองเห็น Explicit knowledge เป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้
  • ภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ เปรียบเสมือนความรู้ที่มองไม่เห็น Tacit knowledge เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ ความรู้ที่เป็นการกระทำ เช่น คนที่มีความรู้แต่ไม่สามารถอธิบายให้เพื่อนฟังได้

ความเป็นมาของการจัดการความรู้
รูปแบบการจัดการความรู้ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ คือ SECI Model เป็นของ Ikujiro Nonaka เป็นผู้ที่บุกเบิกให้การจัดการความรู้

อ้างอิง : http://my.berkeley.edu/custom/graphic/2006305991.custom.png

ระดับของความรู้
  • ความรู้เชิงทฤษฏี (Know-What) รู้อะไร เป็นอะไร
  • ความรู้เชิงทฤษฏีและเชิงบริบท (Know-How) รู้แล้วทำอย่างไร
  • ความรู้ในระดับที่อธิบายเหตุผล (Know-Why)รู้แล้วทำไปเพื่ออะไร
  • ความรู้ในระดับคุณค่า ความเชื่อ (Care-Why) รู้แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร